สะพายเป้หลังนั่งรถไปหลวงพระบาง #5

เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ บทฃีวิตดราม่ายังรอเราอยู่เบื้องหน้า

ด้วยความอ่อนล้า พอขึ้นรถก็หลับเอาเป็นเอาตาย ตื่นขึ้นมาอีกที รถจอดอยู่ …สงสัยแวะให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ …นอนต่อดีกว่า

นอนหลับไปอีกพักใหญ่ๆ รู้สึกตัวอีกทีรถก็จอดอยู่ โห! นี่เราหลับนานจนรถจอดแวะปั๊มเป็นครั้งที่สองแล้วเหรอเนี่ย? มองดูภายในรถ ผู้โดยสารส่วนใหญ่หลับอยู่บนรถ สงสัยคงจะเพลียเหมือนๆกับเรานั่นแหละ หลับต่อดีกว่า

รถมาจอดแวะยืดเส้นยืดสายรับประทานอาหารมื้อดึก เราลงจากรถ สัมผัสอากาศข้างนอกเย็นเฉียบ มีลมพัดอีกต่างหาก เจ้าของร้านอาหารเล็กๆซึ่งเป็นชาวเขา พูดภาษาลาวได้นิดๆหน่อยๆพอคุยรู้เรื่อง แต่ภาษาอังกฤษชัดเปรี๊ยะ (แต่พูดได้ไม่กี่ประโยค) รีบปรี่เข้ามาหา บอกว่าให้หาอะไรกินกันก่อน ยังไงพวกยูก็ไปไหนไม่ได้เพราะภูเขาถล่ม แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจในสิ่งที่เจ๊แกพูดเลย เพราะส่วนใหญ่สนแต่จะเข้าห้องน้ำและกินอาหารเท่านั้น เจ้าชายฯเดินเลียบดูอาหาร 4-5 อย่างที่ป้าแกทำไว้ในตู้กระจก แต่ละอย่างหน้าตาบ่งบอกถึงความชืดสนิท “เอาวะ…กินกันตาย” เจ้าชายฯนึกในใจและก็เดินไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่หลังร้าน

เพียงแค่ได้เดินผ่านห้องครัว ได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ อื้อหือ! นี่มันน้องๆเมืองจีนเลยนี่หว่า! ยิ่งห้องน้ำ ไม่ต้องพูดถึงเลย พอเสร็จกิจก็เดินออกมาหน้าร้าน แล้วเปลี่ยนใจ เลือกกินมาม่าคัพแทน (น่าจะสะอาดที่สุดแล้ว)

ขึ้นรถหลับไปอีกพักใหญ่ๆ ตื่นมาอีกที คราวนี้เปลี่ยนไป ทำไมร้อนง่ะ…รถไม่ได้ติดเครื่อง มองดูผู้โดยสารคนอื่นๆ มีนอนอยู่บ้างประปราย ส่วนมากลงไปข้างล่างกันหมด มองออกไปนอกรถ ทำไมมืดจัง?? ชักไม่ดีละ ลงไปดูดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น??

โอ้ว! แม่เจ้า! มองฝ่าความมืดออกไปเห็นรถจอดอยู่ริมทางยาวเป็นกิโลฯเลย

เกิดไรขึ้นเนี่ย?? วิญญาณนักสืบโคนันเริ่มเข้าสิง ลงไปถามใครต่อใครได้ความว่า “ฝนตกหนักมากจนภูเขาทั้งลูกถล่มลงมาปิดเส้นทางการคมนาคมทั้งหมด!!!!” อยากตบหน้าตัวเองเพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน!?!

แล้วทำไงอ่ะ? “ทำไรไม่ได้เลยนอกจากนอนรอทางการนำรถตักมาเคลียร์ถนนในวันพรุ่งนี้เช้า” คนขับรถบอกกับพวกเราด้วยสีหน้าเมินเฉย สำหรับที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เห็นรถหลายคันจอดหลบเข้าข้างทาง ปูเสื่อนอนรอกันเลย ผู้โดยสาร/นักเดินทางอย่างเราเหมือนถูกลอยแพภายใต้ภาวะจำยอม

แต่งานนี้ฝรั่งไม่ยอม!!! เข้าไปโวยหัวหน้าคนขับรถ แต่ดูเหมือนหัวหน้าคนขับรถจะตีมึน ไม่รับรู้อะไรสักอย่าง โบ้ยหนีท่าเดียว ฝรั่งเลยโทรเข้าไปสำนักงานใหญ่ สักพักสำนักงานใหญ่ก็โทรหาหัวหน้าคนขับรถ แล้วหัวหน้าคนขับรถก็โทรไปเคลียร์กับรถที่จอดติดอยู่อีกฝั่งเพื่อแลกผู้โดยสารกัน

สรุปคือต้องเดินข้ามเขาเพื่อไปขึ้นรถอีกคันที่ติดอยู่อีกฟาก …งงครับงง? นี่ควรจะดีใจหรือเสียใจ??

นักเดินทางพากันหอบหิ้วกระเป๋าลงจากรถ ทำให้เราคิดได้ว่า “แล้วจะอยู่ทำไม?” ว่าแล้วก็หอบหิ้วสัมภาระลงรถบัสเหมือนแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง

พวกเราเดินฝ่าความมืดสลัวๆ (ยังดีที่พระจันทร์เต็มดวง) ท่ามกลางรถจอดจอแจอยู่กลางถนนเป็นสายยาวเหยียด นี่ยังไม่นับที่หักหลบจอดอยู่ริมทางอีกเป็นสิบๆคัน เดินมาได้เกือบ 1 กม. จากเดิมที่เป็นทางลาดยางเริ่มเปลี่ยนเป็นดิน แล้วก็ต้องหยุดชะงักท่ามกลางความมืด เค้าหยุดดูอะไรกัน??

แล้วก็ได้ยินเสียงรถกระบะเร่งเครื่องส่งกำลัง บรื้นนนนนน..! ควันโขมง แล้วรถคันนั้นก็ออกตัวปานจรวด ไฟหน้าของรถส่องลำแสงตรงยาว ทำให้เรามองเห็นเบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น

ภูเขาถล่มทั้งลูก!!!!

แทบไม่เห็นร่องรอยเดิมของภูเขา เหลือเพียงเศษดินและกองโคลนสีน้ำตาลขนาดมหึมา เราและขบวนนักเดินทางต่างด้าวยืนลุ้นใจจดใจจ่อกับรถกระบะที่กำลังเร่งเครื่องปีนภูเขาโคลนอย่างทะลักทุเล

พอคันแรกผ่านไปได้ คันที่สอง คันที่สามเตรียมเร่งเครื่องรอ แล้วก็ออกตัวฝุ่นตลบ พุ่งกระโจนไปด้วยความแรง ทว่า พอถึงภูเขาโคลน รถส่ายสะบัดตุปัดตะเป๋ ไม่ว่าคนขับจะพยายามเร่งเครื่องแรงเท่าใด ล้อก็หมุนวนอยู่กับที่ สุดท้ายรถคันนี้ไม่สามารถปีนผ่านภูเขาโคลนไปได้

ยืนดูกันอยู่พักใหญ่ๆ หัวขบวนนักเดินทางต่างด้าวเริ่มออกเดินมุ่งหน้าไปยังภูเขาโคลน เดินถนนอยู่ดีๆกลายเป็นเดินดิน เดินดินอยู่ดีๆกลายเป็นโคลนซะงั้น …คงไม่เจออะไรแย่กว่าโคลนแล้วใช่มั๊ย? (แอบถามตัวเองในใจ)

แบกเป้เดินเท้ามาเกือบ 2 กม. แล้วต้องมาแบกขึ้นภูเขาที่มีแต่ดินโคลนอีก เมื่อยสุดๆ ดีนะที่ผ่านการเดินป่ามาบ้าง เลยรู้เทคนิคการแบกเป้เพื่อลดน้ำหนักการแบกรับ ที่น่าสงสารคือเพื่อนอีกคนอะดิ เพราะมันเอากระเป๋าล้อลากมา ต้องใช้สองมืออุ้มข้ามเขา เดินไปเสียวไป กลัวว่ารถที่เร่งเครื่องส่งกำลังปีนภูเขาโคลนจะเสียหลัก พุ่งมาชนเรา สมมุติโดนชนตกเหวขึ้นมา คงจะอีก 2-3 วันโน่นแหละกว่าจะหาศพเจอ

บัดนี้ เรายืนอยู่บนยอดภูเขาโคลนกับเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ไม่มีอารมณ์นำกล้องออกมาถ่าย เหนื่อยชะมัดยาด อยากจะนั่งพัก แต่พักไม่ได้เพราะมีแต่โคลน ฝืนใจเดินต่อไปอีกพักใหญ่จนเจอที่ราบ พวกสาวแหม่มบอกขอพักตรงนี้ก่อน ชีไม่ไหวแล้ว

พูดจบก็ทิ้งทั้งตัวและกระเป๋าลงบนพื้นอย่างไม่กลัวเปรอะเปื้อน เราพักกันตรงนั้นชั่วครู่ นำน้ำออกมาแบ่งกันกินคลายกระหาย

เจ้าชายเหลือบไปเห็นสาวหมวยอยู่คนนึงได้แต่นั่งมองคนอื่นๆโดยลำพัง เจ้าชายฯจึงยื่นขวดน้ำให้ เธอปฏิเสธด้วยการส่ายหน้า

“No, thanks. I have it in my pocket.” ชีบอกว่าชีก็มีน้ำทั้งๆที่ดูแล้วไม่น่าจะมี เจ้าชายฯจึงรบเร้าให้เธอดื่ม

“Come on” เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจ เธอจึงยอมดื่มน้ำ โดยจิบไปเพียงนิดเดียวแค่พอคลายกระหาย บอกให้ดื่มอีกก็ไม่ยอมดื่ม

“It’s OK. It’s OK.” เธอพูดพลางยื่นกระบอกน้ำมาให้ ไม่รู้ว่าชีเกรงใจหรือว่ากลัวน้ำในกระบอกนี้จะมียาพิษ

ระหว่างนั่งพักก็มีการจับกลุ่มคุยกันยกใหญ่ บางคนได้เพื่อนและบางคนได้คู่ เราได้รู้จักสาวน้อยฝรั่งเศสน่ารักผมสั้นนามว่า คลอเดีย เธอออกเดินทางพร้อมๆกับเรา แต่มาถึงช้ากว่าเรามากๆ เมื่อเธอมาถึง สีหน้าอิดโรย

แชด (หนุ่มอังกฤษ) รีบปรี่เข้าไปหา แสดงความเป็นห่วงเป็นไย ก่อนเอ่ยถาม “เธอไปอยู่ไหนมา ฉันพยายามมองหาเธอแต่ไม่เจอเธอเลย?”

คลอเดียปลดเป้วางและตอบกลับไปว่า “ฉันรอเธออยู่ที่ภูเขาโคลนตั้งนาน ฉันคิดว่าเธออยู่ข้างหลังฉันซะอีก”

แปลกแต่จริงที่คนสองคน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อีกคนมองหาอีกคน ขณะที่อีกคนก็รอคอยอีกคน แล้วเพื่อนตัวแสบของแชดก็แซวว่า “Uhh…Wow where’s the cupid?” พร้อมกับร้องเพลง This I promis you ของ N’Sync (เก่าโคตร)  ทำเอาพวกเราหัวเราะกันกระจาย

ที่ฮากว่านั้นคือ สักพักมีผู้หญิงตัวเล็กๆป้อมๆผมบลอนด์ เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาของแชดกับคลอเดีย

“Sorry, I’m married” แชดรีบออกตัวล้อฟรี! ทุกคนฮาท้องแข็งไม่เว้นแม้กระทั่งคลอเดียเอง

เรานั่งพักกันพอหายเหนื่อยก็ออกเดินทางกันต่อ ระหว่างทางทุกคนเริ่มพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางกันมากขึ้น การที่เราประสบปัญหาหรือภาวะยากลำบากร่วมกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอะไรเหมือนๆกัน ความเป็นห่วงเป็นใย ความสนิทจึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ไม่นานเราก็ข้ามมาถึงอีกฝั่ง ฝั่งนี้ก็มีรถจอดเรียงรายเต็มริมทางไม่ต่างจากฝั่งที่เราจากมา เราพยายามมองหาเลขทะเบียนรถบัสที่จะพาเราไปเวียงจันทน์

และแล้วก็เจอรถคันนั้น มีตัวแทนเดินเข้าไปคุยกับคนขับรถ แล้วก็หัวเสียออกมา บอกว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลย เด็กรถเอาแต่ส่ายหัว

อุตส่าห์เดินข้ามภูเขาโคลนมาตั้งไกล แต่ต้องมาแหง่วอยู่ตรงนี้น่ะหรือ สาวจีนวัยกลางคนดูแล้วคงจะผ่านโลกมาไม่น้อยเริ่มทำการปลุกระดม “We don’t want to get struck here!” แล้วก็หันมาพูดกับเจ้าชายฯ ถามว่าคุณพูดภาษาลาวได้ไม่ใช่หรือ ลองเข้าไปคุยสิ

พอเข้าไปคุย สรุปได้ใจความว่า คนขับรถฝั่งนี้ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีการติดต่อใดๆมาจากฝั่งโน้นหรือแม้กระทั่งสำนักงานใหญ่!!!

พอเจ้าชายเดินกลับมาจากรถบัส กลุ่มแชดและเพื่อนๆเข้ามารุมถามกันใหญ่เลย แต่ละคนยิงคำถามมายาวเหยียด เล่นเอาเด็กมนุดอิ๊งเหวอไปเลย ฟังไม่ออกทั้งประโยค เลยเดินเลี่ยงมาอย่างเจื่อนๆ

เหมือนฟ้าทรงโปรด เมื่อมีรถตำรวจลาววิ่งผ่านมา จึงมีคนเข้าไปร้องทุกข์กับตำรวจ ขอความช่วยเหลือ แต่ก็ดูเหมือนว่าตำรวจจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย จึงมีคนเข้าไปพูดกดดัน “ถ้าคุณทำกับนักท่องเที่ยวแบบนี้ ลองคิดดูสิว่าชื่อเสียงประเทศลาวจะเสียหายขนาดไหน แต่ละคนเมื่อกลับประเทศไปก็คงจะสวดด่ามากกว่าสรรเสริญ” ตำรวจจึงยอมเข้าไปเจรจากับคนขับรถให้

สุดท้าย คนขับรถจึงยินยอม(แบบไม่เต็มใจ) สังเกตุได้จากการออกตัวและการเบรค หัวทิ่มหัวตำกันอุตลุด แต่ส่วนมากก็หลับกันทั้งนั้นแหละเพราะความอิดโรย

มาสว่างอีกทีที่วังเวียง เมื่อคืนหลับด้วยความทุกข์ทรมานมากๆเลย นั่งหลังสุด สองมือต้องคอยกอดกระเป๋ากล้องเอาไว้ นั่งมองวิวสองข้างทางได้ไม่ถึง 5 นาทีก็หลับอีกแล้ว

รถมาสุดปลายทางที่สถานีเดินรถเวียงจันทน์สายเหนือ แน่นอน ต้องเหมารถจัมโบ้ต่อเข้าไปอีกเพื่อขึ้นรถข้ามแดนกลับไทย เมื่อผู้โดยสารลงจากรถ ก็แยกกันเป็นกลุ่มๆเพื่อหารเฉลี่ยค่าเหมารถ (คันนึงประมาณ 5-7 คน) ราคาที่เปิดมาเราต้องต่อรองอยู่แล้ว แต่คนขับรถจัมโบ้ก็ไม่ยอมลดให้สักบาท ลองไปถามคันอื่นก็ไม่มีคันไหนลดให้เลย (พวกนี้อยู่วินเดียวกัน มีการนัดแนะราคากัน) เจ้าชายฯเลยเดินข้ามฝั่งไปถามอีกวินนึง บอกว่ามากัน 6-7 คน ถ้าให้ราคาถูกกว่าวินโน้นก็จะไปเรียกเพื่อนมาขึ้น สรุปว่าได้ราคาถูกกว่า เลยเดินกลับไปเรียกเพื่อน พอกลับมาวินฝั่งนี้เห็นว่ากำลังจะเสียผู้โดยสาร จึงยอมลดราคาให้ถูกกว่าอีกฝั่ง (สุดท้ายตัดราคากันเอง)

บนรถมีแก๊งค์เรา, คู่สามี-ภรรยาชาวนอร์เวย์ และสาวจีนอีกหนึ่ง ซึ่งก็คือสาวจีนคนเมื่อคืนที่เจ้าชายฯยื่นน้ำให้ดื่ม เธอเดินทางมาจากจีนโดยลำพังเพื่อมาหาเพื่อนที่ทำงานในโรงแรมแถวๆเวียงจันทน์ ระหว่างทางได้แวะเที่ยวหลวงพระบาง เหตุการเมืื่อคืนทำให้เธอเลือกที่จะร่วมหารเฉลี่ยกับพวกเรา

เมื่อออกเดินทาง คนขับรถจัมโบ้เริ่มออกอาการตุกติกอีกแล้ว บอกว่าจะไม่ยอมไปส่งสองสามี-ภรรยาชาวนอร์เวย์เนื่องจากไม่อยู่ในเงื่อนไข ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายภรรยาตีหน้าเซ็ง ลงจากรถ บอกว่า พวกเราเดินกันเองก็ได้ (ทั้งที่ไม่รู้ว่าโรงแรมที่ทั้งคู่จองไว้อยู่อีกไกลแค่ไหน)

รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ที่ไม่ได้ช่วยอะไรสองสามี-ภรรยาคู่นั้น ทั้งๆที่เราน่าจะสามารถเจรจาต่อรองกับคนขับได้ จากนั้นก็รถุก็วิ่งไปส่งสาวจีนและส่งพวกเราเป็นลำดับสุดท้าย

เมื่อเรานั่งรถข้ามแดนกลับมาถึงฝั่งไทย บทละครชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่มีรถกลับกรุงเทพฯ! ต้องรอจนถึง 4 โมงเย็นโน่นเลย ได้ยินแว่วๆว่ามีอีกหนึ่งทางเลือก นั่นคือ รถไฟ ซึ่งต้องเหมารถจัมโบ้ไปส่งที่สถานีรถไฟ …ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน …ไม่รู้ว่ามีรอบกี่โมงบ้าง ถ้าเหมารถไปแล้วไม่ได้ขึ้นรถไฟก็ต้องเหมากลับมาที่ขนส่งอีกรอบ คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ

จึงตัดสินใจขึ้นรถป.2 รถออกบ่ายโมง ไม่ต้องรอ แต่หารู้ไม่ว่า รถคันนี้เป็นมิตรกับทุกจังหวัด จอดแวะแทบจะทุกพื้นที่ จอดแต่ละทีกินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

5 โมงเย็นเพิ่งถึงขอนแก่น! แม้รถจะแน่นอยู่แล้ว แต่ถ้ามีคนโบกก็พร้อมจอดรับ แน่นจนต้องให้คนที่ได้นั่ง ถือกระเป๋าให้คนที่ยืน

2 ทุ่มถึงโคราช คนแน่นยิ่งกว่าเก่าอีก! หิวก็หิว อากาศแทบไม่พอหายใจ นั่งรถมาหลายชั่วโมงจนชา เลยต้องลงไปหาอะไรกินดีกว่า คลำตังค์ดูในกระเป๋า เหลือแต่เศษ! นาทีนี้คงกินได้แค่ขนมปังเพราะอิ่มที่สุดแล้ว สุดท้ายรถป.2 คนนี้ก็นำพาส่งถึงหมอชิตอย่างปลอดภัยตอนเกือบๆเที่ยงคืน เป็นการเดินทางที่เหนื่อยมากๆ แต่เราได้อะไรหลายอย่างกลับบ้านมากมาย

 

ขอบคุณใครก็ตามที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s